“หุ้นกู้” ลงทุนไม่ยากอย่างที่คิด

“หุ้นกู้” ลงทุนไม่ยากอย่างที่คิด ในภาวะที่เงินฝากให้ดอกเบี้ยไม่สูงนัก ประมาณ 0.5-2.0% ต่อปี และหุ้นก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางปีให้ผลตอบแทนสูงถึง 10% แต่บางปีก็ผันผวนติดลบมากกว่า 10%

ทำให้ “หุ้นกู้” ที่ออกโดยบริษัทเอกชนเป็นทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงนัก แต่ยังอยากได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมากกว่าเงินฝาก อย่างไรก็ตาม ก่อนลงทุนในหุ้นกู้ ก็มีหลายเรื่องที่ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ เพื่อให้เงินลงทุนของเราสามารถตอบโจทย์วัตถุประสงค์ในการลงทุนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมีเรื่องไหนบ้างที่ควรรู้ K-Expert มีคำแนะนำมาฝากค่ะ

ลักษณะหุ้นกู้เป็นอย่างไร
หลักโดยทั่วไปที่เราควรรู้เมื่อซื้อหุ้นกู้คือ เราจะมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ส่วนบริษัทที่ออกหุ้นกู้จะมีฐานะเป็น “ลูกหนี้” ซึ่งความเป็นเจ้าหนี้ของเรานั้น สามารถเป็นได้หลายแบบตามลักษณะของหุ้นกู้ ดังนั้น เมื่อซื้อหุ้นกู้ ควรดูลักษณะของหุ้นกู้ด้วย เช่น มีประกันหรือไม่มีประกัน ด้อยสิทธิหรือไม่ด้อยสิทธิ ถ้าหุ้นกู้เขียนว่า มีประกัน แสดงว่า หุ้นกู้นี้มีการให้หลักประกันแก่เรา เช่น ที่ดิน อาคาร ผลก็คือ ถ้าบริษัทมีปัญหาไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นให้เราได้ เราจะมีสิทธิในหลักประกันนั้นเพื่อนำมาชำระหนี้ให้เราก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ส่วนด้อยสิทธิ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้รายอื่น แต่ก็ยังสูงกว่าเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นนะคะ โดยถ้าบริษัทมีปัญหา หรือล้มละลาย เราในฐานะผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะได้รับชำระเงินคืนเมื่อเจ้าหนี้รายอื่นซึ่งมีลำดับสิทธิที่เหนือกว่า เช่น ผู้ถือหุ้นกู้มีประกัน ผู้ถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ได้รับชำระหนี้ในส่วนของตัวเองแล้ว

ผลตอบแทน/ดอกเบี้ยเป็นเท่าไร
หุ้นกู้มีการกำหนดผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่จะได้รับเอาไว้ โดยทั่วไปมีรูปแบบการจ่ายดอกเบี้ย 2 แบบหลักๆ คือ (1) กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนตายตัวตลอดระยะเวลาของหุ้นกู้ เช่น หุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี และ (2) กำหนดเป็นแบบขั้นบันได ปกติแล้วจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น เช่น หุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-2 เท่ากับ 3% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 4% ต่อปี และปีที่ 4-5 เท่ากับ 5% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทของหุ้นกู้ อายุของหุ้นกู้ โดยทั่วไปหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ และหุ้นกู้ที่มีอายุยาวกว่าจะให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าหุ้นกู้ที่มีอายุสั้นกว่า นอกจากนี้ จะมีการกำหนดงวดของการจ่ายดอกเบี้ย เช่น จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน โดยดอกเบี้ยที่ได้รับจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ด้วยนะคะ เช่น อัตราดอกเบี้ย 5.5% ต่อปี เมื่อหักภาษี ณ ที่จ่าย เท่ากับว่าจะได้รับดอกเบี้ยสุทธิเท่ากับ 4.675% ต่อปี อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีฐานภาษีไม่ถึง 15% สามารถขอคืนภาษีส่วนที่ถูกหักไว้เกินคืนได้ตอนยื่นแบบภาษีเงินได้ประจำปีค่ะ

ระยะเวลาลงทุนนานแค่ไหน
หุ้นกู้มักมีการกำหนดอายุของหุ้นกู้เอาไว้ เช่น 3 ปี 5 ปี 10 ปี เป็นต้น เมื่อครบกำหนดบริษัทก็จะคืนเงินต้นให้เรา ซึ่งเราควรดูอายุของหุ้นกู้ให้สอดคล้องกับระยะเวลาลงทุนที่เราต้องการ ทั้งนี้ มีหุ้นกู้ประเภทที่กำหนดเงื่อนไข “ไถ่ถอนก่อนกำหนดได้” ซึ่งมี 2 กรณีคือ (1) บริษัทสามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด หรือการที่ผู้กู้ขอคืนเงินกู้ก่อนครบกำหนด และ (2) ผู้ถือหุ้นกู้สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด หรือการที่ผู้ให้กู้ขอเงินกู้คืนก่อนครบกำหนด ซึ่งเรามักจะเห็นแบบแรก คือ บริษัทขอไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดมากกว่าแบบที่สองค่ะ เช่น หุ้นกู้อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.5% ต่อปี ซึ่งบริษัทมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนดตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไป โดยถ้าบริษัทใช้สิทธิไถ่ถอน เสมือนขอยกเลิกหุ้นกู้ตัวนั้น บริษัทจะคืนเงินต้นให้กับผู้ลงทุน ซึ่งหุ้นกู้ที่มีเงื่อนไขว่าบริษัทสามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดได้นั้น โดยทั่วไปจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ที่ไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว เพื่อชดเชยความเสี่ยงของการถูกไถ่ถอนก่อนกำหนด เพราะผู้ลงทุนต้องหาหุ้นกู้ตัวใหม่เพื่อลงทุน ซึ่งอาจไม่มีหุ้นกู้ออกใหม่เสนอขายในช่วงนั้น หรือถ้าเป็นช่วงดอกเบี้ยขาลง การลงทุนในหุ้นกู้ตัวใหม่อาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่น้อยลงกว่าเดิม